จิตวิทยา สร้างความความสุขและช่วยให้คุณเข้าใจตัวเองมากขึ้น

psychologypiccc

สำหรับคนวัยทำงาน เรื่อยไปจนถึงวัยกลางคน แม้ชีวิตจะผ่านอะไรมามากรวมถึงเรามีอิสรภาพมากขึ้น มีเงินมากขึ้นจากการทำงานแต่หลายคนอาจจะไม่ได้มีความสุขสักเท่าไร อาจจะต้องเครียดจากการทำงาน การใช้ชีวิตและอีกมากมาย ทีนี้เราจะมาบอกวิธีสร้างความสุขและช่วยให้เราเข้าใจตัวเองมากขึ้น มีวิธีการอะไรบ้าง

ยอมรับความเป็นตัวเอง

สิ่งแรกที่จะทำให้เรามีความสุขได้ก็คือ เราต้องยอมรับความเป็นตัวเองให้ได้ก่อน แน่นอนว่าไม่มีใครมีแต่ข้อดีหรอกทุกคนต้องมีข้อดีและข้อเสียด้วยกันทั้งนั้น เชื่อว่าข้อดีเราทุกคนคงรับได้ แต่ข้อเสียล่ะจะรับได้หรือไม่ ถ้าเรารับข้อเสียของตัวเองได้ เราก็จะเข้าใจตัวเองได้ดีมากขึ้น การยอมรับตัวเองได้แม้จะเป็นข้อเสีย เราก็จะก้าวข้ามผ่านมันไปได้ สุดท้ายเราก็จะพัฒนาตัวเองเพื่อลดข้อเสียนั้นได้ จนทำให้เราเกิดความสุขขึ้นมา

มองหาสิ่งที่ตัวเองชอบ

ความสุขของเราเกิดจากอะไร นี่เป็นคำถามทีเราคงต้องถามหาตัวเองกันหน่อย แน่นอนว่าเรื่องสำคัญก็คือ หากเราอยากมีความสุข เราต้องมองหาสิ่งที่ตัวเองชอบให้เจอแล้วทำมันซะ ใครอยากจะทำอะไร กินอะไร กินหมูกระทะ กินซูชิ อยากเล่นฟุตบอล อยากไปเที่ยว อยากไปต่างประเทศ อยากใส่เสื้อผ้าชุดใหม่ อยากเล่นกีฬา อยากได้รถใหม่ อยากต่อโมเดลกันดั้ม และอีกมากมาย หากชีวิตเราเดินไปถึงวัยกลางคน บอกเลยว่าอะไรที่มีความสุขก็ทำเลย อย่าไปแคร์อะไรคนอื่นมากนัก ลองคิดดูว่าเราจะแคร์คนอื่นจนเสียโอกาสทำในสิ่งที่เราอยากทำไปเลยไหม ถ้าคิดแบบนั้นก็แย่นะ

ทดลองทำในสิ่งที่ไม่เคยทำ

ถ้าเราหาอะไรที่ชอบทำแล้วมีความสุขเจอแล้วก็ทำต่อไป แต่ถ้าทำไปแล้วสักพัก เราขอแนะนำว่าให้ลองทำอะไรใหม่ๆดูบ้าง ชีวิตในวัยทำงาน วัยกลางคนอาจจะต้องทำนั่นทำนี่มากมาย จนทำให้ไม่มีเวลาไปทำอย่างอื่น รวมถึงความกล้าในการทำอะไรใหม่หมดลงไปด้วย แนะนำว่าลองไปทำอะไรใหม่ๆบ้างไปเที่ยวที่ใหม่ กินอะไรใหม่ ความตื่นเต้นจากการทำอะไรใหม่จะสร้างประสบการณ์ที่ดีให้เรา

ลองทำในสิ่งที่ไม่ชอบ

สุดท้าย เมื่อเราเดินทางไปในช่วงชีวิตหนึ่ง เราขอแนะนำว่าให้ลองทำในสิ่งที่ไม่ชอบ ไม่ถนัดดูบ้าง หลายคนอาจจะเถียงว่าทำไปทำไมในเมื่อไม่ชอบ อันนี้ก็จริง แต่เชื่อไหมว่ามีหลายคนมีสิ่งที่ไม่ชอบ แต่การไม่ชอบกลับเกิดจากการฟัง หรือ โดนห้ามมาก่อน ไม่ได้ไม่ชอบจากการทดลองทำสิ่งนั้นด้วยตัวเอง เพราะงั้นอะไรที่ไม่ชอบให้ลองทำซะ เพื่อยืนยันกับตัวเองอีกทีว่า ของแบบนี้ไม่เหมาะกับเราเลย ไม่ชอบเลย จะได้เข้าใจตัวเองชัดเจนว่า อะไรชอบหรือไม่ชอบ

หน้าที่สำคัญที่สุดสำหรับนักจิตวิทยา และปัจจัยที่ควรรู้

Psychologistgirl

ในปัจจุบันนี้เรื่องของการศึกษา และรักษาทางจิตเวช หรือนักจิตวิทยา นั้นก็ได้เป็นที่ยอมรับ มีการวิจัยมากขึ้นมากกว่าแต่ก่อนเป็นอย่างมาก ตลอดเวลาที่ผ่านมาพบว่า โรคทางจิตเวชหรือมีผู้ที่ต้องการคำแนะนำ หรือคำปรึกษากันมากขึ้น ซึ่งต้องยอมรับว่ามีผู้ป่วยที่มีปัญหาทางด้านจิตใจเป็นจำนวนมากขึ้น  ด้วยเหตุผลนี้เองก็ทำให้สายอาชีพเกี่ยวกับการดำเนินการทางด้านจิตวิทยา หรือนักจิตวิทยา ก็ทำให้มีคนสนใจมากขึ้น อย่างไรก็ดีก็ยังมีอยู่จำนวนไม่น้อยที่ยังมีความเข้าใจผิดเกี่ยวกับอาชีพนี้กันอยู่ ซึ่งในบทความนี้เราก็จะพาทุกท่านมาเรียนรู้กันถึงเรื่องราวของนักจิตวิทยาที่ควรรู้กันว่า กว่าจะเป็นนักจิตวิทยาที่เรารู้จักกันอย่างทุกวันนี้มีหน้าที่อะไรบ้างมีปัจจัยใดที่ควรรู้ หากถ้าพร้อมแล้วเราก็มาเรียนรู้เรื่องราวของนักจิตวิทยาไปพร้อมกันเลย

ก่อนอื่นเราต้องมาทำความรู้จักกับ นักวิทยากันก่อน นักจิตวิทยาก็คืออาชีพหนึ่งที่หยิบยกเอาศาสตร์ของการศึกษากระบวนการทางจิตใจ และพฤติกรรมของมนุษย์ มาวิเคราะห์วินิจฉัยถึงความผิดปกติที่แสดงออกมาจากภายใต้ความคิด และจิตใจ และความแปรปรวนต่าง ๆ ที่จะส่งผลต่อพฤติกรรมที่เกิดขึ้น เพื่อสามารถให้คำแนะนำกับคำปรึกษาเพื่อหาแนวทางให้การรักษาต่อไป ซึ่งนั่นก็เป็นหน้าที่เบื้องต้นที่นักจิตวิทยาใช้ในการประกอบอาชีพนี้ และการจะเป็นนักจิตวิทยาที่ดีก็จำเป็นที่จะต้องควรรู้เรื่องทักษะที่สำคัญของการเป็นนักจิตวิทยา ด้วยการมี 4 ทักษะด้วยกัน คือ

  • การเข้าใจผู้อื่น (Empathy)
  • การเป็นผู้ฟังที่ดี (Active Listening)
  • การมีความรู้ความเข้าใจในเรื่องความรู้ด้านจิตวิทยาอย่างลึกซึ้ง (Psychological savvy)
  • การเป็นคนที่ใจกว้าง ปรารถนาดีต่อผู้อื่นอยู่เสมอ (Kindness)

ซึ่งทักษะที่กล่าวมาทั้งหมดก็เป็นทักษะที่จำเป็น เพราะหากขาดทักษะที่กล่าวมาข้อใดข้อหนึ่งไปแล้วล่ะก็จะไม่สามารถเป็นนักจิตวิทยาที่ดีได้อย่างสมบูรณ์นั่นเอง เพราะการเป็นนักจิตวิทยาไม่เพียงแต่โดดเด่นหรือเก่งในเรื่องของทฤษฎีเท่านั้น แต่ทักษะในการรับฟัง และเข้าใจในเรื่องราวที่แตกต่างออกไปจากกลุ่มคนที่มีความคิดอ่านปกตินั้นก็เป็นเรื่องสำคัญ ให้ผู้ป่วยที่เข้ามาปรึกษาเราไม่รู้สึกว่าการเข้ามาคุยกับนักจิตวิทยาเป็นเรื่องที่น่าอึดอัดหรือเป็นเรื่องที่อึดอัด และสิ่งนี้เองก็เป็นอีกอาชีพหนึ่งที่ต้องอาศัยความท้าทายต้องเปิดใจให้กว้างเลยทีเดียว

แน่นอนว่าใครที่สนใจจะทำอาชีพนี้ล่ะก็ต้องเปิดใจทำงานด้วยความทุ่มเทประหนึ่งว่าคนที่เข้ามาข้อรับคำปรึกษาจากเราเป็นเสมือนคนหนึ่งในครอบครัวของเรา เพื่อที่จะทำให้อัตราการป่วยจากโรคทางจิตเวชนั้นลดลงไปได้ในที่สุด

โรคซึมเศร้าในมุมมองของจิตวิทยา

หลายต่อหลายครั้งที่เรามักจะพบกับข่าวสลดจากการฆ่าตัวตายด้วยโรคซึมเศร้า หากเรามองย้อนกลับมาหาตัว เรามีความรู้มากพอกับโรคชนิดนี้แล้วใช่ไหม ? วันนี้เราไปพูดคุยกับ  อาจารย์บุรชัย อัศวทวีบุญ ผู้ช่วยคณบดีฝ่ายพัฒนาศักยภาพนักศึกษา และอาจารย์สาขาวิชาจิตวิทยา คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จะมาช่วยให้เราเข้าใจถึงโรคซึมเศร้ามากขึ้น และการมองในมุมของนักจิตวิทยาดีขึ้น

ปัจจัยขั้นพื้นฐานที่ใช้การเข้าใจคน

ซึ่งเวลาเรามองโรคทางจิตเวช เราอาจจะมองใน 3 ปัจจัยใหญ่ ได้แก่

  1. ปัจจัยชีวะภาพ คือเป็นเรื่องของพันธุกรรม สารเกี่ยวกับประสารทในสมอง เช่น ผู้ที่เป็นโรคซึมเศร้า อาจจะมียีน (Gene) บางตัวอาจจะทำให้เซนซิทีฟ ซึ่งอาจจะมีมากกว่าคนอื่น หรือสารระบบในประสาทในสมองที่มักจะพบผิดปกติกว่าคนทั่วไป
  2. ปัจจัยทางด้านจิตวิทยา คือเรื่องของบุคลิกภาพ การปรับตัว หรือเป็นการรับรู้เป็นการมองโลกของคน เช่น ซึ่งบางคนนั้นอาจจะมีการตีความเหตุการณ์เดียวกันแตกต่างกันออกไป ซึ่งเวลาที่ตีความต่างกันออกไปก็จะส่งผลต่างกัน
  3. สังคมที่กลุ่มนี้อาศัยอยู่ หรือสิ่งแวดล้อม ซึ่งมักจะเป็นตัวกระตุ้น หรือเป็นตัวการสร้างการรับรู้ให้คิดไปในแง่มุมไหน ทุกโรคนั้น เราสามารถมองได้ 3ปัจจัยหลักดังกล่าวได้ ไม่ใช่เพียงแค่เป็นโรคซึมเศร้าอย่างเดียวเท่านั้น

ลักษณะหรืออาการของโรคซึมเศร้าที่เข้าใจง่าย

อธิบายง่ายๆ “โรคซึมเศร้า” อาการก็เหมือนกับคนอารมณ์เศร้า มักจะมีอารมณ์ทางลบเกิดขึ้น หลังจากที่มีอารมณ์ทางลบก็มักจะไม่ค่อยมีความสุขซักเท่าไร หลังจากที่ไม่มีความสุขก็ส่งผลเสียหลายอย่าง เช่น มักจะเริ่มไม่ค่อยสนใจสิ่งแวดล้อมรอบข้าง สิ่งไหนที่เข้ามาแล้วเคยมีความสุข ก็จะเริ่มที่จะไม่มีความสุขกับมันแล้ว หลังจากนั้นจะมีเรื่องอื่นเข้ามาเรื่อยๆ เช่น เรื่องวิตกกังวลมากจนเกินไป สมาธิสั้น ไม่สามารถจดจ่อทำในสิ่งใดสิ่งหนึ่งได้ ท้ายสุดเริ่มไม่อยากเข้าสังคม

รู้จักจิตวิทยาทั้ง 3 ฝ่ายดังนี้

Brain-Anatomypic

เรื่องของจิตวิทยาทุกวันนี้นับว่ามีบทบาทต่อการใช้ชีวิตของคนเราเป็นอย่างมาก หลายสิ่งหลายอย่างที่เราใช้ชีวิตประจำวันอยู่ในเวลานี้ล้วนแล้วแต่มีเรื่องของจิตวิทยาเข้ามาเกี่ยวข้องด้วยกันทั้งสิ้น ด้วยสภาพสังคมที่เจริญก้าวหน้ามากขึ้นทุกวันส่งผลให้เกิดความซับซ้อนต่อการใช้ชีวิตมากขึ้น การแก้ไขปัญหาต่างๆ ในชีวิตจึงจำเป็นต้องนำเรื่องของจิตวิทยาเข้ามาเกี่ยวข้องด้วยเช่นเดียวกัน แม้มองในภาพรวมเรื่องของจิตวิทยาอาจเป็นภาพมุมกว้างที่ไม่สามารถยึดหลักอะไรได้ตายตัวมากนักแต่ถ้าหากมองให้ลึกซึ้งลงไปแล้วจะเห็นว่าหลักของจิตวิทยาจริงๆ จะเน้นอยู่ 3 ฝ่ายหลักๆ ประกอบไปด้วยฝ่ายต่างๆ ดังนี้

จิตวิทยา 3 ฝ่ายที่น่าสนใจ

  1. จิตวิทยาด้านประสาทชีววิทยา – จิตวิทยาตามแนวคิดนี้เชื่อว่า พฤติกรรมถือเป็นลักษณะหนึ่งซึ่งเป็นกิจกรรมของสมอง ระบบประสาท และระบบอื่นๆ ภายในร่างกายที่ทำงานร่วมกัน เป็นการเชื่อมโยงพฤติกรรมที่เกิดขึ้นในร่างกายโดยเฉพาะในส่วนของสมองและระบบประสาท ถึงกระนั้นการเข้าถึงในฝ่ายนี้ยังถูกมองว่าเป็นเรื่องที่น่าจะเป็นไปได้เท่านั้นเหตุผลเพราะสมองของคนเรามีความซับซ้อนเกินกว่าจะเข้าใจได้ง่าย ที่สำคัญการศึกษาสมองของมนุษย์ที่ยังมีชีวิตอยู่เป็นเรื่องที่ยากดังนั้นยังจำเป็นต้องใช้การศึกษาอีกเยอะ
  2. จิตวิทยาด้านพฤติกรรม – การศึกษาตัวบุคคลต้องพิจารณาจากพฤติกรรมที่เขาได้แสดงออกมามากกว่าระบบของการทำงานภายใน นั่นทำให้การศึกษาจิตวิทยาในด้านนี้จึงทำได้เฉพาะพฤติกรรมที่สามารถวัดและสังเกตได้เท่านั้น ขณะที่บางคนก็เรียกว่า จิตวิทยาที่ว่าด้วยความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งเร้ากับการตอบสนอง เป็นการศึกษาสิ่งเร้าที่เป็นการกระตุ้นให้เกิดการตอบสนองทางด้านพฤติกรรม การให้รางวัลและการลงโทษก็จะมีผลต่อพฤติกรรม
  3. จิตวิทยาด้านจิตวิเคราะห์ – ตามทฤษฎีของ Sigmund Freued ระบุเอาไว้ว่า ทฤษฎีของเขาเชื่อว่าพฤติกรรมทุกอย่างของมนุษย์ล้วนแล้วแต่มีสาเหตุ ซึ่งสาเหตุต่างๆ เกิดจากแรงจูงใจไร้สำนึกบางประการมากกว่าแค่การกล่าวออกมาของบุคคลนั้นๆ พฤติกรรมทั้งหมดล้วนเกิดขึ้นมาสัญชาตญาณที่มีมาตั้งแต่กำเนิดซึ่งสัญชาตญาณเหล่านี้ล้วนแล้วแต่เป็นจิตไร้สำนึก เป็นสิ่งที่มนุษย์ทุกคนล้วนแล้วแต่เกิดขึ้นกับตนเอง

จริงๆ แล้วเรื่องของจิตวิทยายังคงเป็นสิ่งที่ซับซ้อนและไม่สามารถหาเหตุผลหรือข้อสรุปที่แน่นอนได้ว่าจริงๆ แล้วแต่ละด้านของคนเรานั้นสามารถใช้หลักทางจิตวิทยาหลักไหนมาช่วยในการดำเนินชีวิต แต่สิ่งที่น่าสนใจเกี่ยวกับหลักการทางจิตวิทยาก็คือ นี่เป็นสิ่งที่ช่วยให้คนหลายคนสามารถรอดพ้นจากความทุกข์หรือปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นกับตนเองและคนรอบข้างได้ บางปัญหาสามารถแก้ไขได้ด้วยจิตวิทยาด้านใดด้านหนึ่ง เป็นสิ่งพิเศษที่เกิดขึ้นจริงจากหลักของจิตวิทยาที่เราอาจยังไม่เข้าใจแต่สามารถทำได้

ภาษาทางจิตวิทยาหลักการใช้

Psychological language

หลักการทางจิตวิทยาประเภทหนึ่งที่มีความน่าสนใจอย่างมากก็คือเรื่องของการใช้ภาษาทางจิตวิทยามาช่วยให้เกิดการโน้มน้าวใจต่อบุคคลอื่นๆ เพราะเรื่องของภาษาถือเป็นศิลปะแขนงหนึ่งที่ไม่ใช่ว่าทุกคนจะมีความสามารถเหมือนๆ กันเมื่อบวกกับการใช้หลักจิตวิทยาเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของภาษาแล้วก็จะยิ่งทำให้การนำเอาหลักการเหล่านี้ไปใช้เกิดประโยชน์กับตนเองและสิ่งรอบข้างได้อย่างไม่ยากเย็นนัก แต่การเรียนรู้ในเรื่องของหลักการใช้จิตวิทยาทางด้านภาษาก็เป็นสิ่งสำคัญเพื่อที่จะสามารถนำเอาไปใช้งานได้อย่างถูกต้อง

หลักการใช้ภาษาทางจิตวิทยา

การใช้ภาษาทางด้านจิตวิทยาจริงๆ แล้วก็มีอยู่ด้วยกันหลากหลายรูปแบบ แต่ที่เรามักเห็นกันอยู่เป็นประจำก็คือการใช้หลักภาษาทางจิตวิทยาเพื่อให้เกิดการโน้มน้าวใจ ออกเป็นแนวทางแบบการวิงวอน ขอร้อง เป็นการใช้ลักษณะของคำเพื่อก่อให้เกิดความเห็นใจ เน้นการใช้จังหวะอันนุ่มนวลของภาษาที่แสดงออกไปให้คนอื่นรู้สึกคล้อยตามนั่นเอง

ลักษณะของสารที่ทำให้เกิดการโน้มน้าวใจ

  1. คำเชิญชวน – เป็นการแนะนำเพื่อให้ช่วยกันทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งแล้วเป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม ส่วนมากเราจะเห็นว่าการใช้หลักจิตวิทยาทางภาษาประเภทนี้จะแฝงเข้าไปอยู่กับพวกคำขวัญ เพลงปลุกใจ แถลงการณ์ต่างๆ บทความเพื่อใช้ปลุกใจ หรือแม้แต่การพูดของบุคคลสำคัญในโอกาสต่างๆ ในแผ่นพับ ใบปลิว โปสเตอร์ รวมถึงการบอกกล่าวแบบตรงๆ ผ่านสื่อวิทยุ โทรทัศน์ โดยการใช้หลักจิตวิทยาทางภาษาในด้านนี้ผู้ส่งสารจะบอกวัตถุประสงค์ที่ตนเองต้องการค่อนข้างชัดเจนแต่จะเน้นในเรื่องของการชี้ให้เห็นประโยชน์ส่วนร่วมเป็นหลัก มีการบอกวิธีในการปฏิบัติ มีการโน้มน้าวใจว่าหากปฏิบัติตามสิ่งเหล่านี้จะเกิดความภาคภูมิใจมาก
  2. โฆษณา – ไม่ว่าจะเป็นการโฆษณาในด้านใดก็ตามแต่ล้วนแล้วแต่จำเป็นต้องใช้ภาษาทางหลักจิตวิทยาเข้ามาช่วยเพื่อให้เกิดความน่าสนใจด้วยกันทั้งสิ้น โดยลักษณะของการโฆษณาเมื่อมีภาษาทางหลักจิตวิทยาเข้ามาเกี่ยวข้องจะต้องมีรูปแบบคือ พยายามใช้ถ้อยคำแปลกใหม่ สะดุดหู สะดุดตา เลือกใช้วลีสั้นๆ แต่เป็นวลีที่จดจำง่ายและรู้สึกได้ถึงความน่าสนใจ เนื้อหาที่แสดงออกต้องแสดงออกในด้านบวกของสิ่งที่ต้องการโฆษณาออกไป พยายามใช้กลวิธีทางจิตวิทยาเพื่อให้มองเห็นแต่ด้านดีของสิ่งนั้นๆ ที่สำคัญต้องพยายามสื่อให้เห็นเป็นประจำเพื่อให้เกิดการจดจำด้วย

เรื่องของภาษาเป็นสิ่งที่ทุกชนชาติล้วนสร้างภาษาของตนเองขึ้นมา เมื่อมีการนำหลักจิตวิทยาเข้าไปเกี่ยวข้องด้วยก็จะยิ่งทำให้การใช้ภาษานั้นๆ ดูมีคุณค่ามากขึ้นไปอีก เมื่อเป็นเช่นนี้หลักการทางจิตวิทยาจึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้การใช้ภาษาสมบูรณ์แบบมากกว่าเดิม

ประวัติความเป็นมาจิตวิทยา (Psychology)

Psychology picture

จริงแล้วเรื่องของจิตวิทยาไม่ใช่สิ่งที่พึ่งเกิดขึ้นมาไม่นานแต่เป็นสิ่งที่อยู่คู่กับมนุษย์โลกอย่างเราๆ มานานแสนนาน เพียงแต่ว่าการนำเอาหลักจิตวิทยามาใช้เพื่อแก้ไขปัญหาสิ่งต่างๆ อาจเป็นสิ่งที่ได้รับความนิยมในช่วงที่ผ่านมาไม่นานมากเท่าไหร่นัก ด้วยเหตุนี้การศึกษาเกี่ยวกับประวัติของจิตวิทยาจึงเป็นสิ่งที่น่าสนใจเพื่อที่จะได้เข้าใจและมองเห็นความเป็นมาที่น่าสนใจของหลักทางจิตวิทยาว่าจริงๆ แล้วโลกของเราเกิดเรื่องราวของจิตวิทยาขึ้นมาได้อย่างไร

ประวัติความเป็นมาชองจิตวิทยา

จุดเริ่มต้นของจิตวิทยาได้เริ่มต้นขึ้นมาจากนักปราชญ์ชาวกรีกที่ชื่อ เพลโด และ อริสโตเติล ทางด้านของเพลโดเชื่อว่าการคิดกับการใช้เหตุผลเท่านั้นที่ช่วยให้คนเกิดความเข้าใจต่อสิ่งที่เขาสามารถเข้าใจได้โดยไม่ได้สนใจต่อวิธีการสังเกตหรือการทดลองใดๆ ทั้งสิ้น อย่างไรก็ตามทางด้านของอริสโตเติลกลับเป็นคนช่างสังเกตต่อสิ่งรอบตัวต่างๆ เขาให้ความสนใจกับสิ่งภายนอกที่เขามองเห็นได้ การเข้าใจถึงปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่มีความเกี่ยวข้องกับคนจำเป็นต้องมีการเริ่มต้นอย่างเป็นระบบด้วยการสังเกต ช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 13 เรื่องของศาสนาเริ่มเข้ามามีบทบาทมากขึ้น แนวคิดทางศาสนาเน้นให้เห็นว่าจิตเป็นส่วนที่ถูกแยกออกมาจากร่างกาย ต่อมาในคริสต์ศตวรรษที่ 15 การฟื้นฟูด้านการสอบสวนด้วยวิธีทางวิทยาศาสตร์ ทำให้เกิดการละทิ้งในความเชื่อเดิมๆ สร้างการค้นหาในรูปแบบใหม่ๆ วิธีการต่างๆ ก็เริ้มเป็นแนวทางด้านวิทยาศาสตร์มากขึ้น จนถึงช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 17 ฟรานซิส เบคอน ได้กล่าวเอาไว้ว่า ทฤษฎีเป็นการให้แนวทาง การวิจัยเป็นการให้คำตอบ นั่นแสดงออกถึงการชี้ให้เห็นของความสำคัญระหว่างทฤษฎีกับการวิจัย ช่วงกลางคริสต์ศตวรรษที่ 17 ไปจนถึงช่วงกลางคริสต์ศตวรรษที่ 19 ได้มีกลุ่มแนวคิดสำคัญเกิดขึ้นอีก 2 กลุ่ม คือ กลุ่มประจักษ์นิยมชาวบริเตน ที่เชื่อว่า ความรู้จะผ่านมาทางสื่อกลางของความรู้สึก จิตเป็นศูนย์รวมทางความคิดเห็น ซึ่งนักจิตวิทยากลุ่มนี้ถือเป็นกลุ่มที่มีบทบาทสำคัญในการทำให้เกิด จิตวิทยากลุ่มสัมพันธนิยม แต่ในทางกลับกันนักจิตวิทยาอีกกลุ่มกลับให้ความสนใจในเรื่องของชีวภาพ อาทิ ความแตกต่างระหว่างประสาทส่วนความรู้สึกกับส่วนการเคลื่อนไหว รวมถึงลักษณะทางกายที่แสดงออกถึงปฏิกิริยาสะท้อน นักวิทยากลุ่มนี้ก็ได้พยายามอธิบายถึงการกระทำของมนุษย์ด้วยหลักการฟิสิกส์ เรียกว่า จิตฟิสิกส์

จากนั้นหลักการทางจิตวิทยาก็ค่อยๆ พัฒนาขึ้นมาเรื่อยๆ มีการสร้างห้องปฏิบัติการทางจิตวิทยาเกิดขึ้น โดยแห่งแรกเกิดขึ้นที่เมืองไลฟ์ซิก เยอรมัน มีการจัดตั้งกลุ่มจิตวิทยาเกิดขึ้นมากมายเพื่อทำการศึกษาและทำความเข้าใจในด้านจิตวิทยา รวมถึงมีการนำเสนอเกี่ยวกับทฤษฎีทางด้านจิตวิทยาของเหล่าบรรดาผู้รู้อีกมากมาย ถือว่าในยุคหลังๆ นี้จิตวิทยามีการศึกษาแบบจริงจังมากขึ้นและกลายเป็นสิ่งที่อยู่คู่กับคนเรามาจนถึงปัจจุบันนี้ก็ว่าได้

หน้าที่ของอาชีพนักจิตวิทยาที่สำคัญ

คำว่านักจิตวิทยาอาจคือภาพรวมเวลาเราเรียกคนที่ทำงานกลุ่มนี้คล้ายๆ กับเวลาเราเรียกหมอ ซึ่งหมอก็มีด้วยกันหลายประเภท เช่น หมอรักษาโรคทั่วไป, หมอฟัน, หมอผ่าตัด, หมอเด็ก เป็นต้น นักจิตวิทยาแต่ละประเภทก็จะมีหน้าที่ในการทำงานแตกต่างกันออกไป แต่ภาพรวมก็คือการทำงานด้านจิตวิทยาเพื่อให้คนที่มีส่วนร่วมหรือคนที่ต้องการคำปรึกษาได้รับสิ่งดีๆ กลับไปนั่นเอง ลองมาดูหน้าของนักจิตวิทยาแต่ละประเภทว่าทำหน้าที่อะไรกันบ้าง มีความน่าสนใจในอาชีพนั้นๆ ขนาดไหน

หน้าที่สำคัญของเหล่าบรรดานักจิตวิทยา

  1. นักจิตวิทยาด้านสุขภาพ – ส่วนใหญ่นักจิตวิทยาประเภทนี้จะทำหน้าที่ของตนเองในโรงพยาบาลเป็นส่วนใหญ่ หรือบางคนก็มักเรียกว่าจิตแพทย์ทำนองเดียวกัน อย่างที่เรามักคุ้นเคยคนที่ทำงานด้านนี้ภายในโรงพยาบาล เช่น นักจิตวิทยาเด็ก จะมีความเชี่ยวชาญเกี่ยวกับพฤติกรรมต่างๆ ของเด็ก นอกจากนี้นักจิตวิทยาด้านสุขภาพจะต้องมีความรู้ในเรื่องของการบำบัดจิตใจ การใช้ยาสำหรับโรคทางจิตเวชด้วย ดังนั้นหน้าที่สำคัญสุดๆ ของพวกเขาก็จะเป็นการรักษาผู้ป่วยด้านจิตเวชเป็นหลัก
  2. นักจิตวิทยาด้านงานวิจัย – ส่วนใหญ่มักทำงานภายในมหาวิทยาลัยหรือองค์กรที่เกี่ยวข้องกับการค้นคว้าหาความรู้เหมือนกับศาสตร์อื่นๆ หน้าที่หลักๆ ก็คือการศึกษาหาข้อมูลใหม่ๆ เพื่อนำเสนอให้กับคนทั่วไปกับคนที่เกี่ยวข้องกับงานด้านจิตวิทยารับรู้ ทำหน้าที่วิจัยเรื่องต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับด้านจิตวิทยาเป็นหลัก ซึ่งมีการวิจัยหลายๆ รูปแบบด้วยกัน อาทิ การทดลอง การเก็บข้อมูล การลงพื้นที่ เป็นต้น
  3. นักจิตวิทยาด้านอื่นๆ – คนที่เป็นนักจิตวิทยาประเภทนี้อาจไม่ได้เกี่ยวข้องกับ 2 แบบแรกแต่ก็ยังคงมีการใช้เรื่องของจิตวิทยาเข้ามาเกี่ยวข้องในชีวิตประจำวัน ในการทำงานของตนเอง เช่น นักจิตวิทยาที่เป็นวิทยากรต่างๆ ทำหน้าที่ในการพูดเรื่องราวของจิตวิทยา การโน้มน้าวจิตใจผู้ฟัง ให้คล้อยตามกับความรู้ด้านจิตวิทยา เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีนักจิตวิทยาด้านอื่นๆ ที่ยังมีความสำคัญ เช่น นักจิตวิทยาที่ทำงานในศาล ในเรือนจำ ที่ต้องคอยพูดคุย โน้มน้าวจิตใจผู้ที่อยู่ตรงหน้าให้มองภาพของความเป็นจริง โน้มน้าวให้บอกเรื่องจริง เป็นต้น
  4. บุคคลที่มีความรู้ด้านจิตวิทยา – คือกลุ่มบุคคลเหล่านี้อาจมีความรู้ด้านจิตวิทยาแต่ว่าไม่ใช่นักจิตวิทยาโดยตรง เป็นไปได้ว่าเคยอบรมหลักสูตรจิตวิทยา หรือบางคนอาจจบด้านจิตวิทยาจริงแต่ไมได้ใช้งานตามแบบ 3 ประเภทแรก แต่เลือกมาใช้กับส่วนหนึ่งของหน้าที่การงาน เช่น การเป็นพนักงานฝ่ายบุคคลที่คัดสรรบุคคลเข้าทำงาน, การเป็นหัวหน้าที่ต้องควบคุมลูกน้องจำนวนมาก หรือแม้แต่อาจารย์ฝ่ายแนะแนวที่จะต้องทำหน้าที่แนะแนวนักเรียนผู้กำลังจะจบการศึกษา เป็นต้น

นี่เป็นเพียงส่วนหนึ่งของหน้าที่สำคัญสำหรับผู้มีอาชีพเป็นนักจิตวิทยาเท่านั้น แต่ก็ถือว่าเป็นหน้าที่หลักที่เราพบเห็นได้บ่อยๆ

 

จิตวิทยา สามารถนำไปใช้ในชีวิตประจำวันได้

เรื่องจิตวิทยาเป็นเรื่องภายในจิตใจของแต่ละบุคคลที่จะส่งออกมาได้หลายช่องทาง เพื่อให้คนอื่นๆ รู้สึกเป็นไปอย่างที่ตนเองต้องการ เรามักเข้าใจกันว่าการใช้จิตวิทยาจำเป็นต้องใช้เฉพาะในช่วงเวลาที่จำเป็นเท่านั้นทว่าจริงๆ แล้วเราสามารถใช้สิ่งนี้ในชีวิตประจำวันได้ด้วยเหมือนกัน รวมถึงการดำเนินชีวิตในทุกๆ วันเรายังเลือกเอามาผสมผสานให้เกิดความลงตัวได้อีกด้วย ลองมาดูกันว่าจิตวิทยาสามารถนำเอาไปใช้ในการดำเนินชีวิตปกติของเราได้อย่างไรบ้าง

การนำเอาหลักจิตวิทยาไปใช้ในชีวิตประจำวัน

  1. มั่นใจในตัวเองโดยไม่ต้องสนรูปลักษณ์ภายนอก – มีการวิจัยออกมาพบว่าผู้ชายที่เต็มไปด้วยความมั่นใจ มีนิสัยชอบช่วยเหลือคนอื่นคือเรื่องสำคัญมากกว่าคนรูปร่างหน้าตาดี รวมถึงคนแบบนี้ยังเอาชนะใจสาวๆ ได้มากกว่า อีกทั้งการที่ผู้หญิงสวยและผู้ชายดูดีน้อยกว่ามีผลระบุว่าจะครองรักได้ยืดยาว ดังนั้นความมั่นใจคือสิ่งสำคัญ
  2. เมื่อทำอะไรผิดเขียนลงกระดาษระบายเอาไว้ – การทำความผิด หรือรู้สึกไม่ดีให้เขียนลงกระดาษ เขียนลงสมุดเอาไว้เพราะมีงานวิจัยออกมาว่าการกระทำลักษณะนี้จะช่วยลดความกังวล ยกระดับอารมณ์ของตัวคุณ รวมถึงชวยหลุดพ้นจากความซึมเศร้า ในทางกลับกันการแก้ปัญหาด้วยการกินไม่ได้ผลทางด้านจิตวิทยาเลยแม้แต่นิดเดียว
  3. การจ้องตาช่วยให้การสนทนาต่อเนื่องได้ – หากใครก็ตามอยากพูดกับคนๆ นี้ให้นานมีผลวิจัยแนะนำออกมาว่าลองจ้องตากับคนที่คุยด้วยนานๆ ดูสิจะยิ่งทำให้มีเรื่องคุยต่างๆ เพิ่มมากขึ้นอีกเยอะรวมถึงยังช่วยให้รู้สึกว่าควรต้องคุยเรื่องต่างๆ เพื่อไม่ให้การสนทนาจบลงด้วย
  4. พูดถึงเป้าหมายตนเองบ่อยๆ ทำให้ไม่ถึงฝัน – มีงานวิจัยระบุออกมาว่าการบอกเล่าเรื่องราวความใฝ่ฝันของตนเองให้คนอื่นฟังจะยิ่งทำให้ความฝันในการไปถึงสิ่งนั้นๆ ลดลงเพราะการพูดประจำจะทำให้รู้สึกว่าสิ่งเหล่านั้นสำเร็จแล้ว ไม่ก็รู้สึกพอใจ พอสมองคิดแบบนี้ก็เลยทำหั้นค่อยๆ หายไป
  5. หากไม่แน่ใจให้เลือกอันแรกเสมอ – มีผลศึกษาระบุออกมาว่าจากการเลือกตั้งในทุกๆ 10 ครั้งคนที่อยู่ลำดับแรกจะได้จะชนะคะแนนเสียงในทุกๆ หนึ่งครั้ง อีกทั้งคนที่อยู่ระดับกลางๆ จะมีโอกาสชนะเลือกตั้งเพียงแค่ 5%

สิ่งเหล่านี้คือการใช้จิตวิทยาเบื้องต้นสำหรับการอยู่ในชีวิตประจำวัน เราจะเห็นว่ามันอาจเป็นเรื่องธรรมดามากๆ แต่คุณลองสังเกตดีๆ หลายสิ่งจำเป็นต้องมีจิตวิทยาเข้ามาเกี่ยวข้องด้วยทั้งสิ้น เมื่อเป็นเช่นนี้อย่าลืมเอาไปใช้กันด้วยจะได้มีสติในการดำเนินชีวิตพร้อมคิดทำสิ่งต่างๆ ได้ง่ายมากขึ้นกว่าเดิม ไม่ต้องกังวลมากเกินไป

ความก้าวหน้าของจิตวิทยาในประเทศไทย

เรื่องของจิตวิทยาเป็นเรื่องที่มีมาอย่างยาวนานแล้วโดยเฉพาะในต่างประเทศ การศึกษาทางด้านของจิตวิทยาก็เปรียบได้กับการศึกษาภาวะจิตใจต่างๆ ของมนุษย์ไม่ว่าจะเป็นความรู้สึกนึกคิด มุมมองของการกระทำที่แสดงออกมา รวมไปถึงเรื่องของแนวทางของระบอบความคิดต่างๆ ให้มีความน่าสนใจมากกว่าการใช้ชีวิตทั่วไป สำหรับประเทศไทยเองเรื่องของจิตวิทยาค่อยๆ เข้ามามีบทบาทกับสังคมบ้านเรามากขึ้นเรื่อยๆ เมื่อคนไทยเริ่มมองภาพของจิตวิทยาออกมากขึ้นไม่ใช่ลงความเห็นว่าเป็นเรื่องของ คนบ้า แบบในอดีต

ความก้าวหน้าในวงการจิตวิทยาของประเทศไทย

อย่างที่กล่าวเอาไว้ตอนต้นว่าในอดีตคนไทยมักมองคนที่มีปัญหาเกี่ยวกับเรื่องของจิตเหมารวมว่าเป็น คนบ้า ทั้งหมด ซึ่งความเป็นจริงอาการป่วยทางจิตหรือโรคทางจิตเวชก็เป็นเหมือนอาการป่วยประเภทหนึ่งไม่ได้แตกต่างไปจากอาการป่วยทางกายแม้แต่น้อย เพียงแค่การป่วยแบบดังกล่าวไม่ได้มีการแสดงอาการหรือมีบาดแผลชัดเจนเท่านั้นเอง การใช้หลักจิตวิทยาเข้ามาช่วยเหลือจึงเป็นสิ่งสำคัญในการทำให้ผู้ป่วยได้รู้สึกว่ามีคนเข้าใจพวกเขามากขึ้น วิทยาการด้านจิตวิทยาของประเทศไทยจึงค่อยๆ พัฒนามากขึ้นเรื่อยๆ เมื่อคนในสังคมเปิดใจยอมรับเกี่ยวกับเรื่องราวเหล่านี้มากขึ้น การเรียนด้านจิตวิทยาในประเทศไทยก็ก้าวหน้าตามไปด้วยเป็นสิ่งที่

บ่งบอกได้ชัดเจนว่าเรื่องของจิตวิทยาไม่ใช่เรื่องของคนบ้าอีกต่อไปแต่เป็นเรื่องที่สามารถเกิดขึ้นได้กับทุกคน ทุกคนต้องการกำลังใจ ทุกคนต้องการพลังบวก ดังนั้นสิ่งเหล่านี้จะเกิดขึ้นได้ต้องมาจากจิตใจอันแข็งแกร่งก่อน จิตวิทยาจึงเป็นหลักการสำคัญที่ช่วยให้คนเราสามารถสร้างพลังงานให้กับร่างกายของตนเองเป็นลำดับแรก เมื่อวงการการศึกษาด้านจิตวิทยาก้าวหน้ามากขึ้นความก้าวหน้าองค์รวมของจิตวิทยาในประเทศไทยก็ก้าวไปอย่างชัดเจน ดังจะเห็นว่าสมัยนี้มีการเปิดอบรมเกี่ยวกับหลักสูตรด้านจิตวิทยามากขึ้น มีผู้ให้ความสนใจมากขึ้น คนที่ป่วยหรือมีปัญหาต้องการพบแพทย์ที่ช่วยเขาในด้านจิตวิทยาเรื่อยๆ คนเปิดใจยอมรับกับสิ่งเหล่านี้มากขึ้น ทั้งหมดทั้งมวลทำให้วงการจิตวิยาประเทศไทยกระโดดไปไกลมากกว่าหลายคนคิดทีเดียว

ปัจจุบันนี้อาชีพของคนที่เกี่ยวข้องกับจิตวิทยามีมากขึ้นเรื่อยๆ ที่สำคัญเป็นอาชีพไม่ใช่ว่าใครก็ทำได้เพราะต้องมีรับรองการจบหลักสูตรแบบจริงจัง มีการพัฒนามาถึงบางอาชีพจำเป็นต้องมีใบประกอบโรคศิลป์สาขาจิตวิทยาคลินิกกันแล้ว แสดงให้เห็นว่าการทำความเข้าใจด้านจิตวิทยาของคนไทยชัดเจนมากกว่าเดิมหลายเท่า นอกจากนี้ยังบอกได้อีกว่าการพัฒนาของจิตวิทยาไทยกำลังเดินมาถูกทาง เมื่อประชาชนเปิดใจมากขึ้น รับรู้มากขึ้น ก็เท่ากับว่าเป็นเรื่องดีมากขึ้นตามไปด้วยนั่นเอง

การสนทนา และ การรับฟังช่วยให้คุณเติบโตเป็นคนดีได้

บ่อยครั้งกับการเอาแต่เก็บตัว ไม่ยอมเปิดเผยเรื่องราวของตนเองออกมาให้คนอื่นได้รับรู้เลยมันเป็นความรู้สึกแสนน่าอึดอัดใจจนทำเอาหลายคนป่วยเป็นโรคซึมเศร้า คนทั่วไปที่ไม่เข้าใจปัญหาของโรคนี้มักมองว่าเป็นโรคกระแส คือเอะอะอะไรก็บอกว่าตนเองป่วยเป็นภาวะซึมเศร้าเอาไว้ก่อน ทว่าคนที่เป็นจริงๆ เขาไม่ได้คิดแบบนี้ในทางกลับกันเขาเลือกที่ไม่อยากบอกคนอื่นเพราะกลัวคนอื่นไม่เข้าใจหาว่าบ้า แต่สิ่งที่ควรทำมากๆ ในการปรับตนเองให้โตขึ้นไปอีกขั้นหนึ่งคือ การสนทนาและการรับฟัง

การเติบโตไปอีกขั้นจากการสนทนาและการรับฟัง

ต้องบอกก่อนเลยว่าต่อให้คุณคือคนหนึ่งที่เป็นปกติ ไม่ได้ป่วยเป็นโรคอะไรก็ตามการสนทนาและการรับฟังยังคงเป็นเรื่องสำคัญเสมอ ไม่ใช่แค่การบอกว่าฉันแข็งแรง ฉันสบายดี ฉันอยู่คนเดียวได้ แบบนี้ไม่น่าเกิดประโยชน์ ธรรมชาติของมนุษย์ไม่ได้ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อให้อยู่ตัวคนเดียวแต่มนุษย์คือสัตว์สังคมที่จำเป็นต้องการความช่วยเหลือจากคนรอบข้างอยู่เสมอ เราอาจถามว่าความช่วยเหลือของคนรอบข้างมาจากอะไรได้บ้าง สิ่งที่ง่ายที่สุดคือการให้คำปรึกษาหรือการพูดคุยเพื่อระบายเรื่องราวต่างๆ นี่คือการใช้ชีวิตของคนปกติที่ไม่ได้ป่วยเป็นอะไรทางจิตใจคน

แต่สำหรับคนที่มีอาการป่วยทางภาวะจิตใจโดยเฉพาะคนที่เป็นโรคซึมเศร้าการสนทนาและการรับฟังจะช่วยให้ชีวิตคุณพบเจออะไรดีๆ อีกมากเลย คือพื้นฐานของคนป่วยเป็นโรคนี้ความอ่อนแอที่สุดอยู่ตรงจิตใจ เพราะพวกเขาจะคิดลบตลอดเวลาดังนั้นคนป่วยเป็นภาวะซึมเศร้ายิ่งอยู่แค่ตัวเองมากเท่าไหร่อาการของโรคจะยิ่งเกิดขึ้นได้ง่ายและหนักกว่าเดิมเท่านั้น การปรึกษา พูดคุย รับฟังแค่คนทั่วไปอาจไม่ใช่เรื่องเพียงพอแต่จำเป็นต้องกระทำสิ่งเหล่านี้กับคนที่มีความเชี่ยวชาญนั่นคือจิตแพทย์ การพบจิตแพทย์ไม่ใช่การที่คนภายนอกมองว่าคุณคือคนบ้า แต่เราคือผู้ป่วยคนหนึ่งที่ต้องการการรักษาอย่างถูกต้อง

คนเป็นภาวะซึมเศร้าหากปรึกษากับคนทั่วไปอาจได้คำตอบแค่ ทำแบบนั้นสิ เลือกตรงนี้ก่อนสิ ไม่ต้องคิดแบบนั้นก็ได้ ทว่าจริงแล้วมันไม่เหมือนกันเพราะหากให้คำปรึกษาแบบนี้ไม่ได้ช่วยให้พวกเขารู้สึกดีขึ้น จำเป็นต้องให้ผู้เชี่ยวชาญอย่างบรรดาจิตแพทย์ที่เรียนเรื่องนี้มาโดยตรงเป็นคนช่วยเหลือ เขาจะมีวิธีการในเรื่องคำพูด การใช้ทักษะต่างๆ แล้วมันจะออกมาดีเอง คนที่ป่วยก็เหมือนได้ระบายความรู้สึกของตนเองออกมาให้คนอื่นฟังแล้วเข้ารับวิธีการรักษาอย่างถูกต้อง เหมาะสม เพื่อให้หายป่วยจากโรคดังกล่าว มีชีวิตแบบปกติเหมือนคนทั่วไป