รู้จักจิตวิทยาทั้ง 3 ฝ่ายดังนี้

Brain-Anatomypic

เรื่องของจิตวิทยาทุกวันนี้นับว่ามีบทบาทต่อการใช้ชีวิตของคนเราเป็นอย่างมาก หลายสิ่งหลายอย่างที่เราใช้ชีวิตประจำวันอยู่ในเวลานี้ล้วนแล้วแต่มีเรื่องของจิตวิทยาเข้ามาเกี่ยวข้องด้วยกันทั้งสิ้น ด้วยสภาพสังคมที่เจริญก้าวหน้ามากขึ้นทุกวันส่งผลให้เกิดความซับซ้อนต่อการใช้ชีวิตมากขึ้น การแก้ไขปัญหาต่างๆ ในชีวิตจึงจำเป็นต้องนำเรื่องของจิตวิทยาเข้ามาเกี่ยวข้องด้วยเช่นเดียวกัน แม้มองในภาพรวมเรื่องของจิตวิทยาอาจเป็นภาพมุมกว้างที่ไม่สามารถยึดหลักอะไรได้ตายตัวมากนักแต่ถ้าหากมองให้ลึกซึ้งลงไปแล้วจะเห็นว่าหลักของจิตวิทยาจริงๆ จะเน้นอยู่ 3 ฝ่ายหลักๆ ประกอบไปด้วยฝ่ายต่างๆ ดังนี้

จิตวิทยา 3 ฝ่ายที่น่าสนใจ

  1. จิตวิทยาด้านประสาทชีววิทยา – จิตวิทยาตามแนวคิดนี้เชื่อว่า พฤติกรรมถือเป็นลักษณะหนึ่งซึ่งเป็นกิจกรรมของสมอง ระบบประสาท และระบบอื่นๆ ภายในร่างกายที่ทำงานร่วมกัน เป็นการเชื่อมโยงพฤติกรรมที่เกิดขึ้นในร่างกายโดยเฉพาะในส่วนของสมองและระบบประสาท ถึงกระนั้นการเข้าถึงในฝ่ายนี้ยังถูกมองว่าเป็นเรื่องที่น่าจะเป็นไปได้เท่านั้นเหตุผลเพราะสมองของคนเรามีความซับซ้อนเกินกว่าจะเข้าใจได้ง่าย ที่สำคัญการศึกษาสมองของมนุษย์ที่ยังมีชีวิตอยู่เป็นเรื่องที่ยากดังนั้นยังจำเป็นต้องใช้การศึกษาอีกเยอะ
  2. จิตวิทยาด้านพฤติกรรม – การศึกษาตัวบุคคลต้องพิจารณาจากพฤติกรรมที่เขาได้แสดงออกมามากกว่าระบบของการทำงานภายใน นั่นทำให้การศึกษาจิตวิทยาในด้านนี้จึงทำได้เฉพาะพฤติกรรมที่สามารถวัดและสังเกตได้เท่านั้น ขณะที่บางคนก็เรียกว่า จิตวิทยาที่ว่าด้วยความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งเร้ากับการตอบสนอง เป็นการศึกษาสิ่งเร้าที่เป็นการกระตุ้นให้เกิดการตอบสนองทางด้านพฤติกรรม การให้รางวัลและการลงโทษก็จะมีผลต่อพฤติกรรม
  3. จิตวิทยาด้านจิตวิเคราะห์ – ตามทฤษฎีของ Sigmund Freued ระบุเอาไว้ว่า ทฤษฎีของเขาเชื่อว่าพฤติกรรมทุกอย่างของมนุษย์ล้วนแล้วแต่มีสาเหตุ ซึ่งสาเหตุต่างๆ เกิดจากแรงจูงใจไร้สำนึกบางประการมากกว่าแค่การกล่าวออกมาของบุคคลนั้นๆ พฤติกรรมทั้งหมดล้วนเกิดขึ้นมาสัญชาตญาณที่มีมาตั้งแต่กำเนิดซึ่งสัญชาตญาณเหล่านี้ล้วนแล้วแต่เป็นจิตไร้สำนึก เป็นสิ่งที่มนุษย์ทุกคนล้วนแล้วแต่เกิดขึ้นกับตนเอง

จริงๆ แล้วเรื่องของจิตวิทยายังคงเป็นสิ่งที่ซับซ้อนและไม่สามารถหาเหตุผลหรือข้อสรุปที่แน่นอนได้ว่าจริงๆ แล้วแต่ละด้านของคนเรานั้นสามารถใช้หลักทางจิตวิทยาหลักไหนมาช่วยในการดำเนินชีวิต แต่สิ่งที่น่าสนใจเกี่ยวกับหลักการทางจิตวิทยาก็คือ นี่เป็นสิ่งที่ช่วยให้คนหลายคนสามารถรอดพ้นจากความทุกข์หรือปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นกับตนเองและคนรอบข้างได้ บางปัญหาสามารถแก้ไขได้ด้วยจิตวิทยาด้านใดด้านหนึ่ง เป็นสิ่งพิเศษที่เกิดขึ้นจริงจากหลักของจิตวิทยาที่เราอาจยังไม่เข้าใจแต่สามารถทำได้

ภาษาทางจิตวิทยาหลักการใช้

Psychological language

หลักการทางจิตวิทยาประเภทหนึ่งที่มีความน่าสนใจอย่างมากก็คือเรื่องของการใช้ภาษาทางจิตวิทยามาช่วยให้เกิดการโน้มน้าวใจต่อบุคคลอื่นๆ เพราะเรื่องของภาษาถือเป็นศิลปะแขนงหนึ่งที่ไม่ใช่ว่าทุกคนจะมีความสามารถเหมือนๆ กันเมื่อบวกกับการใช้หลักจิตวิทยาเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของภาษาแล้วก็จะยิ่งทำให้การนำเอาหลักการเหล่านี้ไปใช้เกิดประโยชน์กับตนเองและสิ่งรอบข้างได้อย่างไม่ยากเย็นนัก แต่การเรียนรู้ในเรื่องของหลักการใช้จิตวิทยาทางด้านภาษาก็เป็นสิ่งสำคัญเพื่อที่จะสามารถนำเอาไปใช้งานได้อย่างถูกต้อง

หลักการใช้ภาษาทางจิตวิทยา

การใช้ภาษาทางด้านจิตวิทยาจริงๆ แล้วก็มีอยู่ด้วยกันหลากหลายรูปแบบ แต่ที่เรามักเห็นกันอยู่เป็นประจำก็คือการใช้หลักภาษาทางจิตวิทยาเพื่อให้เกิดการโน้มน้าวใจ ออกเป็นแนวทางแบบการวิงวอน ขอร้อง เป็นการใช้ลักษณะของคำเพื่อก่อให้เกิดความเห็นใจ เน้นการใช้จังหวะอันนุ่มนวลของภาษาที่แสดงออกไปให้คนอื่นรู้สึกคล้อยตามนั่นเอง

ลักษณะของสารที่ทำให้เกิดการโน้มน้าวใจ

  1. คำเชิญชวน – เป็นการแนะนำเพื่อให้ช่วยกันทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งแล้วเป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม ส่วนมากเราจะเห็นว่าการใช้หลักจิตวิทยาทางภาษาประเภทนี้จะแฝงเข้าไปอยู่กับพวกคำขวัญ เพลงปลุกใจ แถลงการณ์ต่างๆ บทความเพื่อใช้ปลุกใจ หรือแม้แต่การพูดของบุคคลสำคัญในโอกาสต่างๆ ในแผ่นพับ ใบปลิว โปสเตอร์ รวมถึงการบอกกล่าวแบบตรงๆ ผ่านสื่อวิทยุ โทรทัศน์ โดยการใช้หลักจิตวิทยาทางภาษาในด้านนี้ผู้ส่งสารจะบอกวัตถุประสงค์ที่ตนเองต้องการค่อนข้างชัดเจนแต่จะเน้นในเรื่องของการชี้ให้เห็นประโยชน์ส่วนร่วมเป็นหลัก มีการบอกวิธีในการปฏิบัติ มีการโน้มน้าวใจว่าหากปฏิบัติตามสิ่งเหล่านี้จะเกิดความภาคภูมิใจมาก
  2. โฆษณา – ไม่ว่าจะเป็นการโฆษณาในด้านใดก็ตามแต่ล้วนแล้วแต่จำเป็นต้องใช้ภาษาทางหลักจิตวิทยาเข้ามาช่วยเพื่อให้เกิดความน่าสนใจด้วยกันทั้งสิ้น โดยลักษณะของการโฆษณาเมื่อมีภาษาทางหลักจิตวิทยาเข้ามาเกี่ยวข้องจะต้องมีรูปแบบคือ พยายามใช้ถ้อยคำแปลกใหม่ สะดุดหู สะดุดตา เลือกใช้วลีสั้นๆ แต่เป็นวลีที่จดจำง่ายและรู้สึกได้ถึงความน่าสนใจ เนื้อหาที่แสดงออกต้องแสดงออกในด้านบวกของสิ่งที่ต้องการโฆษณาออกไป พยายามใช้กลวิธีทางจิตวิทยาเพื่อให้มองเห็นแต่ด้านดีของสิ่งนั้นๆ ที่สำคัญต้องพยายามสื่อให้เห็นเป็นประจำเพื่อให้เกิดการจดจำด้วย

เรื่องของภาษาเป็นสิ่งที่ทุกชนชาติล้วนสร้างภาษาของตนเองขึ้นมา เมื่อมีการนำหลักจิตวิทยาเข้าไปเกี่ยวข้องด้วยก็จะยิ่งทำให้การใช้ภาษานั้นๆ ดูมีคุณค่ามากขึ้นไปอีก เมื่อเป็นเช่นนี้หลักการทางจิตวิทยาจึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้การใช้ภาษาสมบูรณ์แบบมากกว่าเดิม

ประวัติความเป็นมาจิตวิทยา (Psychology)

Psychology picture

จริงแล้วเรื่องของจิตวิทยาไม่ใช่สิ่งที่พึ่งเกิดขึ้นมาไม่นานแต่เป็นสิ่งที่อยู่คู่กับมนุษย์โลกอย่างเราๆ มานานแสนนาน เพียงแต่ว่าการนำเอาหลักจิตวิทยามาใช้เพื่อแก้ไขปัญหาสิ่งต่างๆ อาจเป็นสิ่งที่ได้รับความนิยมในช่วงที่ผ่านมาไม่นานมากเท่าไหร่นัก ด้วยเหตุนี้การศึกษาเกี่ยวกับประวัติของจิตวิทยาจึงเป็นสิ่งที่น่าสนใจเพื่อที่จะได้เข้าใจและมองเห็นความเป็นมาที่น่าสนใจของหลักทางจิตวิทยาว่าจริงๆ แล้วโลกของเราเกิดเรื่องราวของจิตวิทยาขึ้นมาได้อย่างไร

ประวัติความเป็นมาชองจิตวิทยา

จุดเริ่มต้นของจิตวิทยาได้เริ่มต้นขึ้นมาจากนักปราชญ์ชาวกรีกที่ชื่อ เพลโด และ อริสโตเติล ทางด้านของเพลโดเชื่อว่าการคิดกับการใช้เหตุผลเท่านั้นที่ช่วยให้คนเกิดความเข้าใจต่อสิ่งที่เขาสามารถเข้าใจได้โดยไม่ได้สนใจต่อวิธีการสังเกตหรือการทดลองใดๆ ทั้งสิ้น อย่างไรก็ตามทางด้านของอริสโตเติลกลับเป็นคนช่างสังเกตต่อสิ่งรอบตัวต่างๆ เขาให้ความสนใจกับสิ่งภายนอกที่เขามองเห็นได้ การเข้าใจถึงปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่มีความเกี่ยวข้องกับคนจำเป็นต้องมีการเริ่มต้นอย่างเป็นระบบด้วยการสังเกต ช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 13 เรื่องของศาสนาเริ่มเข้ามามีบทบาทมากขึ้น แนวคิดทางศาสนาเน้นให้เห็นว่าจิตเป็นส่วนที่ถูกแยกออกมาจากร่างกาย ต่อมาในคริสต์ศตวรรษที่ 15 การฟื้นฟูด้านการสอบสวนด้วยวิธีทางวิทยาศาสตร์ ทำให้เกิดการละทิ้งในความเชื่อเดิมๆ สร้างการค้นหาในรูปแบบใหม่ๆ วิธีการต่างๆ ก็เริ้มเป็นแนวทางด้านวิทยาศาสตร์มากขึ้น จนถึงช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 17 ฟรานซิส เบคอน ได้กล่าวเอาไว้ว่า ทฤษฎีเป็นการให้แนวทาง การวิจัยเป็นการให้คำตอบ นั่นแสดงออกถึงการชี้ให้เห็นของความสำคัญระหว่างทฤษฎีกับการวิจัย ช่วงกลางคริสต์ศตวรรษที่ 17 ไปจนถึงช่วงกลางคริสต์ศตวรรษที่ 19 ได้มีกลุ่มแนวคิดสำคัญเกิดขึ้นอีก 2 กลุ่ม คือ กลุ่มประจักษ์นิยมชาวบริเตน ที่เชื่อว่า ความรู้จะผ่านมาทางสื่อกลางของความรู้สึก จิตเป็นศูนย์รวมทางความคิดเห็น ซึ่งนักจิตวิทยากลุ่มนี้ถือเป็นกลุ่มที่มีบทบาทสำคัญในการทำให้เกิด จิตวิทยากลุ่มสัมพันธนิยม แต่ในทางกลับกันนักจิตวิทยาอีกกลุ่มกลับให้ความสนใจในเรื่องของชีวภาพ อาทิ ความแตกต่างระหว่างประสาทส่วนความรู้สึกกับส่วนการเคลื่อนไหว รวมถึงลักษณะทางกายที่แสดงออกถึงปฏิกิริยาสะท้อน นักวิทยากลุ่มนี้ก็ได้พยายามอธิบายถึงการกระทำของมนุษย์ด้วยหลักการฟิสิกส์ เรียกว่า จิตฟิสิกส์

จากนั้นหลักการทางจิตวิทยาก็ค่อยๆ พัฒนาขึ้นมาเรื่อยๆ มีการสร้างห้องปฏิบัติการทางจิตวิทยาเกิดขึ้น โดยแห่งแรกเกิดขึ้นที่เมืองไลฟ์ซิก เยอรมัน มีการจัดตั้งกลุ่มจิตวิทยาเกิดขึ้นมากมายเพื่อทำการศึกษาและทำความเข้าใจในด้านจิตวิทยา รวมถึงมีการนำเสนอเกี่ยวกับทฤษฎีทางด้านจิตวิทยาของเหล่าบรรดาผู้รู้อีกมากมาย ถือว่าในยุคหลังๆ นี้จิตวิทยามีการศึกษาแบบจริงจังมากขึ้นและกลายเป็นสิ่งที่อยู่คู่กับคนเรามาจนถึงปัจจุบันนี้ก็ว่าได้

หน้าที่ของอาชีพนักจิตวิทยาที่สำคัญ

คำว่านักจิตวิทยาอาจคือภาพรวมเวลาเราเรียกคนที่ทำงานกลุ่มนี้คล้ายๆ กับเวลาเราเรียกหมอ ซึ่งหมอก็มีด้วยกันหลายประเภท เช่น หมอรักษาโรคทั่วไป, หมอฟัน, หมอผ่าตัด, หมอเด็ก เป็นต้น นักจิตวิทยาแต่ละประเภทก็จะมีหน้าที่ในการทำงานแตกต่างกันออกไป แต่ภาพรวมก็คือการทำงานด้านจิตวิทยาเพื่อให้คนที่มีส่วนร่วมหรือคนที่ต้องการคำปรึกษาได้รับสิ่งดีๆ กลับไปนั่นเอง ลองมาดูหน้าของนักจิตวิทยาแต่ละประเภทว่าทำหน้าที่อะไรกันบ้าง มีความน่าสนใจในอาชีพนั้นๆ ขนาดไหน

หน้าที่สำคัญของเหล่าบรรดานักจิตวิทยา

  1. นักจิตวิทยาด้านสุขภาพ – ส่วนใหญ่นักจิตวิทยาประเภทนี้จะทำหน้าที่ของตนเองในโรงพยาบาลเป็นส่วนใหญ่ หรือบางคนก็มักเรียกว่าจิตแพทย์ทำนองเดียวกัน อย่างที่เรามักคุ้นเคยคนที่ทำงานด้านนี้ภายในโรงพยาบาล เช่น นักจิตวิทยาเด็ก จะมีความเชี่ยวชาญเกี่ยวกับพฤติกรรมต่างๆ ของเด็ก นอกจากนี้นักจิตวิทยาด้านสุขภาพจะต้องมีความรู้ในเรื่องของการบำบัดจิตใจ การใช้ยาสำหรับโรคทางจิตเวชด้วย ดังนั้นหน้าที่สำคัญสุดๆ ของพวกเขาก็จะเป็นการรักษาผู้ป่วยด้านจิตเวชเป็นหลัก
  2. นักจิตวิทยาด้านงานวิจัย – ส่วนใหญ่มักทำงานภายในมหาวิทยาลัยหรือองค์กรที่เกี่ยวข้องกับการค้นคว้าหาความรู้เหมือนกับศาสตร์อื่นๆ หน้าที่หลักๆ ก็คือการศึกษาหาข้อมูลใหม่ๆ เพื่อนำเสนอให้กับคนทั่วไปกับคนที่เกี่ยวข้องกับงานด้านจิตวิทยารับรู้ ทำหน้าที่วิจัยเรื่องต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับด้านจิตวิทยาเป็นหลัก ซึ่งมีการวิจัยหลายๆ รูปแบบด้วยกัน อาทิ การทดลอง การเก็บข้อมูล การลงพื้นที่ เป็นต้น
  3. นักจิตวิทยาด้านอื่นๆ – คนที่เป็นนักจิตวิทยาประเภทนี้อาจไม่ได้เกี่ยวข้องกับ 2 แบบแรกแต่ก็ยังคงมีการใช้เรื่องของจิตวิทยาเข้ามาเกี่ยวข้องในชีวิตประจำวัน ในการทำงานของตนเอง เช่น นักจิตวิทยาที่เป็นวิทยากรต่างๆ ทำหน้าที่ในการพูดเรื่องราวของจิตวิทยา การโน้มน้าวจิตใจผู้ฟัง ให้คล้อยตามกับความรู้ด้านจิตวิทยา เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีนักจิตวิทยาด้านอื่นๆ ที่ยังมีความสำคัญ เช่น นักจิตวิทยาที่ทำงานในศาล ในเรือนจำ ที่ต้องคอยพูดคุย โน้มน้าวจิตใจผู้ที่อยู่ตรงหน้าให้มองภาพของความเป็นจริง โน้มน้าวให้บอกเรื่องจริง เป็นต้น
  4. บุคคลที่มีความรู้ด้านจิตวิทยา – คือกลุ่มบุคคลเหล่านี้อาจมีความรู้ด้านจิตวิทยาแต่ว่าไม่ใช่นักจิตวิทยาโดยตรง เป็นไปได้ว่าเคยอบรมหลักสูตรจิตวิทยา หรือบางคนอาจจบด้านจิตวิทยาจริงแต่ไมได้ใช้งานตามแบบ 3 ประเภทแรก แต่เลือกมาใช้กับส่วนหนึ่งของหน้าที่การงาน เช่น การเป็นพนักงานฝ่ายบุคคลที่คัดสรรบุคคลเข้าทำงาน, การเป็นหัวหน้าที่ต้องควบคุมลูกน้องจำนวนมาก หรือแม้แต่อาจารย์ฝ่ายแนะแนวที่จะต้องทำหน้าที่แนะแนวนักเรียนผู้กำลังจะจบการศึกษา เป็นต้น

นี่เป็นเพียงส่วนหนึ่งของหน้าที่สำคัญสำหรับผู้มีอาชีพเป็นนักจิตวิทยาเท่านั้น แต่ก็ถือว่าเป็นหน้าที่หลักที่เราพบเห็นได้บ่อยๆ

 

จิตวิทยา สามารถนำไปใช้ในชีวิตประจำวันได้

เรื่องจิตวิทยาเป็นเรื่องภายในจิตใจของแต่ละบุคคลที่จะส่งออกมาได้หลายช่องทาง เพื่อให้คนอื่นๆ รู้สึกเป็นไปอย่างที่ตนเองต้องการ เรามักเข้าใจกันว่าการใช้จิตวิทยาจำเป็นต้องใช้เฉพาะในช่วงเวลาที่จำเป็นเท่านั้นทว่าจริงๆ แล้วเราสามารถใช้สิ่งนี้ในชีวิตประจำวันได้ด้วยเหมือนกัน รวมถึงการดำเนินชีวิตในทุกๆ วันเรายังเลือกเอามาผสมผสานให้เกิดความลงตัวได้อีกด้วย ลองมาดูกันว่าจิตวิทยาสามารถนำเอาไปใช้ในการดำเนินชีวิตปกติของเราได้อย่างไรบ้าง

การนำเอาหลักจิตวิทยาไปใช้ในชีวิตประจำวัน

  1. มั่นใจในตัวเองโดยไม่ต้องสนรูปลักษณ์ภายนอก – มีการวิจัยออกมาพบว่าผู้ชายที่เต็มไปด้วยความมั่นใจ มีนิสัยชอบช่วยเหลือคนอื่นคือเรื่องสำคัญมากกว่าคนรูปร่างหน้าตาดี รวมถึงคนแบบนี้ยังเอาชนะใจสาวๆ ได้มากกว่า อีกทั้งการที่ผู้หญิงสวยและผู้ชายดูดีน้อยกว่ามีผลระบุว่าจะครองรักได้ยืดยาว ดังนั้นความมั่นใจคือสิ่งสำคัญ
  2. เมื่อทำอะไรผิดเขียนลงกระดาษระบายเอาไว้ – การทำความผิด หรือรู้สึกไม่ดีให้เขียนลงกระดาษ เขียนลงสมุดเอาไว้เพราะมีงานวิจัยออกมาว่าการกระทำลักษณะนี้จะช่วยลดความกังวล ยกระดับอารมณ์ของตัวคุณ รวมถึงชวยหลุดพ้นจากความซึมเศร้า ในทางกลับกันการแก้ปัญหาด้วยการกินไม่ได้ผลทางด้านจิตวิทยาเลยแม้แต่นิดเดียว
  3. การจ้องตาช่วยให้การสนทนาต่อเนื่องได้ – หากใครก็ตามอยากพูดกับคนๆ นี้ให้นานมีผลวิจัยแนะนำออกมาว่าลองจ้องตากับคนที่คุยด้วยนานๆ ดูสิจะยิ่งทำให้มีเรื่องคุยต่างๆ เพิ่มมากขึ้นอีกเยอะรวมถึงยังช่วยให้รู้สึกว่าควรต้องคุยเรื่องต่างๆ เพื่อไม่ให้การสนทนาจบลงด้วย
  4. พูดถึงเป้าหมายตนเองบ่อยๆ ทำให้ไม่ถึงฝัน – มีงานวิจัยระบุออกมาว่าการบอกเล่าเรื่องราวความใฝ่ฝันของตนเองให้คนอื่นฟังจะยิ่งทำให้ความฝันในการไปถึงสิ่งนั้นๆ ลดลงเพราะการพูดประจำจะทำให้รู้สึกว่าสิ่งเหล่านั้นสำเร็จแล้ว ไม่ก็รู้สึกพอใจ พอสมองคิดแบบนี้ก็เลยทำหั้นค่อยๆ หายไป
  5. หากไม่แน่ใจให้เลือกอันแรกเสมอ – มีผลศึกษาระบุออกมาว่าจากการเลือกตั้งในทุกๆ 10 ครั้งคนที่อยู่ลำดับแรกจะได้จะชนะคะแนนเสียงในทุกๆ หนึ่งครั้ง อีกทั้งคนที่อยู่ระดับกลางๆ จะมีโอกาสชนะเลือกตั้งเพียงแค่ 5%

สิ่งเหล่านี้คือการใช้จิตวิทยาเบื้องต้นสำหรับการอยู่ในชีวิตประจำวัน เราจะเห็นว่ามันอาจเป็นเรื่องธรรมดามากๆ แต่คุณลองสังเกตดีๆ หลายสิ่งจำเป็นต้องมีจิตวิทยาเข้ามาเกี่ยวข้องด้วยทั้งสิ้น เมื่อเป็นเช่นนี้อย่าลืมเอาไปใช้กันด้วยจะได้มีสติในการดำเนินชีวิตพร้อมคิดทำสิ่งต่างๆ ได้ง่ายมากขึ้นกว่าเดิม ไม่ต้องกังวลมากเกินไป

ความก้าวหน้าของจิตวิทยาในประเทศไทย

เรื่องของจิตวิทยาเป็นเรื่องที่มีมาอย่างยาวนานแล้วโดยเฉพาะในต่างประเทศ การศึกษาทางด้านของจิตวิทยาก็เปรียบได้กับการศึกษาภาวะจิตใจต่างๆ ของมนุษย์ไม่ว่าจะเป็นความรู้สึกนึกคิด มุมมองของการกระทำที่แสดงออกมา รวมไปถึงเรื่องของแนวทางของระบอบความคิดต่างๆ ให้มีความน่าสนใจมากกว่าการใช้ชีวิตทั่วไป สำหรับประเทศไทยเองเรื่องของจิตวิทยาค่อยๆ เข้ามามีบทบาทกับสังคมบ้านเรามากขึ้นเรื่อยๆ เมื่อคนไทยเริ่มมองภาพของจิตวิทยาออกมากขึ้นไม่ใช่ลงความเห็นว่าเป็นเรื่องของ คนบ้า แบบในอดีต

ความก้าวหน้าในวงการจิตวิทยาของประเทศไทย

อย่างที่กล่าวเอาไว้ตอนต้นว่าในอดีตคนไทยมักมองคนที่มีปัญหาเกี่ยวกับเรื่องของจิตเหมารวมว่าเป็น คนบ้า ทั้งหมด ซึ่งความเป็นจริงอาการป่วยทางจิตหรือโรคทางจิตเวชก็เป็นเหมือนอาการป่วยประเภทหนึ่งไม่ได้แตกต่างไปจากอาการป่วยทางกายแม้แต่น้อย เพียงแค่การป่วยแบบดังกล่าวไม่ได้มีการแสดงอาการหรือมีบาดแผลชัดเจนเท่านั้นเอง การใช้หลักจิตวิทยาเข้ามาช่วยเหลือจึงเป็นสิ่งสำคัญในการทำให้ผู้ป่วยได้รู้สึกว่ามีคนเข้าใจพวกเขามากขึ้น วิทยาการด้านจิตวิทยาของประเทศไทยจึงค่อยๆ พัฒนามากขึ้นเรื่อยๆ เมื่อคนในสังคมเปิดใจยอมรับเกี่ยวกับเรื่องราวเหล่านี้มากขึ้น การเรียนด้านจิตวิทยาในประเทศไทยก็ก้าวหน้าตามไปด้วยเป็นสิ่งที่

บ่งบอกได้ชัดเจนว่าเรื่องของจิตวิทยาไม่ใช่เรื่องของคนบ้าอีกต่อไปแต่เป็นเรื่องที่สามารถเกิดขึ้นได้กับทุกคน ทุกคนต้องการกำลังใจ ทุกคนต้องการพลังบวก ดังนั้นสิ่งเหล่านี้จะเกิดขึ้นได้ต้องมาจากจิตใจอันแข็งแกร่งก่อน จิตวิทยาจึงเป็นหลักการสำคัญที่ช่วยให้คนเราสามารถสร้างพลังงานให้กับร่างกายของตนเองเป็นลำดับแรก เมื่อวงการการศึกษาด้านจิตวิทยาก้าวหน้ามากขึ้นความก้าวหน้าองค์รวมของจิตวิทยาในประเทศไทยก็ก้าวไปอย่างชัดเจน ดังจะเห็นว่าสมัยนี้มีการเปิดอบรมเกี่ยวกับหลักสูตรด้านจิตวิทยามากขึ้น มีผู้ให้ความสนใจมากขึ้น คนที่ป่วยหรือมีปัญหาต้องการพบแพทย์ที่ช่วยเขาในด้านจิตวิทยาเรื่อยๆ คนเปิดใจยอมรับกับสิ่งเหล่านี้มากขึ้น ทั้งหมดทั้งมวลทำให้วงการจิตวิยาประเทศไทยกระโดดไปไกลมากกว่าหลายคนคิดทีเดียว

ปัจจุบันนี้อาชีพของคนที่เกี่ยวข้องกับจิตวิทยามีมากขึ้นเรื่อยๆ ที่สำคัญเป็นอาชีพไม่ใช่ว่าใครก็ทำได้เพราะต้องมีรับรองการจบหลักสูตรแบบจริงจัง มีการพัฒนามาถึงบางอาชีพจำเป็นต้องมีใบประกอบโรคศิลป์สาขาจิตวิทยาคลินิกกันแล้ว แสดงให้เห็นว่าการทำความเข้าใจด้านจิตวิทยาของคนไทยชัดเจนมากกว่าเดิมหลายเท่า นอกจากนี้ยังบอกได้อีกว่าการพัฒนาของจิตวิทยาไทยกำลังเดินมาถูกทาง เมื่อประชาชนเปิดใจมากขึ้น รับรู้มากขึ้น ก็เท่ากับว่าเป็นเรื่องดีมากขึ้นตามไปด้วยนั่นเอง

การสนทนา และ การรับฟังช่วยให้คุณเติบโตเป็นคนดีได้

บ่อยครั้งกับการเอาแต่เก็บตัว ไม่ยอมเปิดเผยเรื่องราวของตนเองออกมาให้คนอื่นได้รับรู้เลยมันเป็นความรู้สึกแสนน่าอึดอัดใจจนทำเอาหลายคนป่วยเป็นโรคซึมเศร้า คนทั่วไปที่ไม่เข้าใจปัญหาของโรคนี้มักมองว่าเป็นโรคกระแส คือเอะอะอะไรก็บอกว่าตนเองป่วยเป็นภาวะซึมเศร้าเอาไว้ก่อน ทว่าคนที่เป็นจริงๆ เขาไม่ได้คิดแบบนี้ในทางกลับกันเขาเลือกที่ไม่อยากบอกคนอื่นเพราะกลัวคนอื่นไม่เข้าใจหาว่าบ้า แต่สิ่งที่ควรทำมากๆ ในการปรับตนเองให้โตขึ้นไปอีกขั้นหนึ่งคือ การสนทนาและการรับฟัง

การเติบโตไปอีกขั้นจากการสนทนาและการรับฟัง

ต้องบอกก่อนเลยว่าต่อให้คุณคือคนหนึ่งที่เป็นปกติ ไม่ได้ป่วยเป็นโรคอะไรก็ตามการสนทนาและการรับฟังยังคงเป็นเรื่องสำคัญเสมอ ไม่ใช่แค่การบอกว่าฉันแข็งแรง ฉันสบายดี ฉันอยู่คนเดียวได้ แบบนี้ไม่น่าเกิดประโยชน์ ธรรมชาติของมนุษย์ไม่ได้ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อให้อยู่ตัวคนเดียวแต่มนุษย์คือสัตว์สังคมที่จำเป็นต้องการความช่วยเหลือจากคนรอบข้างอยู่เสมอ เราอาจถามว่าความช่วยเหลือของคนรอบข้างมาจากอะไรได้บ้าง สิ่งที่ง่ายที่สุดคือการให้คำปรึกษาหรือการพูดคุยเพื่อระบายเรื่องราวต่างๆ นี่คือการใช้ชีวิตของคนปกติที่ไม่ได้ป่วยเป็นอะไรทางจิตใจคน

แต่สำหรับคนที่มีอาการป่วยทางภาวะจิตใจโดยเฉพาะคนที่เป็นโรคซึมเศร้าการสนทนาและการรับฟังจะช่วยให้ชีวิตคุณพบเจออะไรดีๆ อีกมากเลย คือพื้นฐานของคนป่วยเป็นโรคนี้ความอ่อนแอที่สุดอยู่ตรงจิตใจ เพราะพวกเขาจะคิดลบตลอดเวลาดังนั้นคนป่วยเป็นภาวะซึมเศร้ายิ่งอยู่แค่ตัวเองมากเท่าไหร่อาการของโรคจะยิ่งเกิดขึ้นได้ง่ายและหนักกว่าเดิมเท่านั้น การปรึกษา พูดคุย รับฟังแค่คนทั่วไปอาจไม่ใช่เรื่องเพียงพอแต่จำเป็นต้องกระทำสิ่งเหล่านี้กับคนที่มีความเชี่ยวชาญนั่นคือจิตแพทย์ การพบจิตแพทย์ไม่ใช่การที่คนภายนอกมองว่าคุณคือคนบ้า แต่เราคือผู้ป่วยคนหนึ่งที่ต้องการการรักษาอย่างถูกต้อง

คนเป็นภาวะซึมเศร้าหากปรึกษากับคนทั่วไปอาจได้คำตอบแค่ ทำแบบนั้นสิ เลือกตรงนี้ก่อนสิ ไม่ต้องคิดแบบนั้นก็ได้ ทว่าจริงแล้วมันไม่เหมือนกันเพราะหากให้คำปรึกษาแบบนี้ไม่ได้ช่วยให้พวกเขารู้สึกดีขึ้น จำเป็นต้องให้ผู้เชี่ยวชาญอย่างบรรดาจิตแพทย์ที่เรียนเรื่องนี้มาโดยตรงเป็นคนช่วยเหลือ เขาจะมีวิธีการในเรื่องคำพูด การใช้ทักษะต่างๆ แล้วมันจะออกมาดีเอง คนที่ป่วยก็เหมือนได้ระบายความรู้สึกของตนเองออกมาให้คนอื่นฟังแล้วเข้ารับวิธีการรักษาอย่างถูกต้อง เหมาะสม เพื่อให้หายป่วยจากโรคดังกล่าว มีชีวิตแบบปกติเหมือนคนทั่วไป

ความสำคัญของจิตวิทยาของคนทั่วไป

ทุกวันนี้เรื่องของจิตวิทยาเป็นเรื่องที่คนทั่วไปค่อนข้างให้ความสำคัญอย่างมาก เพราะมันเกี่ยวข้องถึงเรื่องของสภาพจิตใจภายในที่หากไม่ได้ทำการดูแลให้ดีอาจจะส่งผลในเรื่องที่เราไม่คาดคิดได้อยู่เสมอ ไม่ว่าจะเป็นเหตุผลเรื่องการทำร้ายร่างกาย การฆ่าตัวตาย ส่วนหนึ่งก็มาจากการมีปัญหาทางด้านจิตใจด้วยกันทั้งสิ้น เรื่องของจิตวิทยาจึงกลายเป็นเรื่องที่จำเป็นต้องมีการดูแลอย่างใกล้ชิดสำหรับคนที่มีปัญหาทางเรื่องนี้ การใช้ชีวิตประจำวันของเราเองก็ยังคงจำเป็นต้องมีเรื่องของจิตวิทยาเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย

ความสำคัญของจิตวิทยาในคนทั่วไป

  1. ช่วยทำให้เกิดความรู้ความเข้าใจในธรรมชาติของความเป็นมนุษย์มากยิ่งขึ้น ยกตัวอย่างง่ายๆ เช่น เมื่อเรามีจิตวิทยาที่ดีในการดำรงชีวิตเราก็จะรู้ว่าจริงแล้วอะไรคือสิ่งที่สำคัญในชีวิตของเรา สามารถจัดลำดับความสำคัญของการกระทำในชีวิตได้เป็นอย่างดี หรือ การสร้างแรงผลักดันให้กับชีวิตของตนเองเพื่อให้รู้สึกว่าชีวิตของตนเองยังคงมีค่าอยู่เสมอ
  2. ช่วยในเรื่องการปรับตัวและแก้ไขปัญหาที่เกี่ยวข้องกับจิตของตนเอง การเรียนรู้ในเรื่องของจิตวิทยาจะช่วยทำให้เรารู้ถึงวิธีในการปรับตัวเพื่อแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวันของเราอย่างมีเหตุและผล อาทิเช่น หากรู้ว่าตอนนี้กำลังโกรธก็จะมีวิธีในการระงับความโกรธที่ดีเพราะเรารู้ว่ามันไม่ใช่สิ่งที่จำเป็น การรู้ว่าไม่ควรไปสนใจในปมด้อยทั้งของตนเองและผู้อื่น การรู้จักแก้ไขเรื่องความวิตกกังวลที่เกิดขึ้นภายในจิตใจได้เป็นอย่างดี
  3. ช่วยในเรื่องของการตัดสินใจเรื่องของตนเองและผู้อื่นได้ จริงแล้วมันเหมือนกับว่าเป็นการมีสติของเราด้วยส่วนหนึ่ง เมื่อเราเรียนรู้และเข้าใจว่าการใช้หลักจิตวิทยาในการดำเนินชีวิตมันก็เป็นเรื่องที่จะทำให้ชีวิตของเราไม่เกิดความประมาท เมื่อไม่มีความประมาทก็จะทำให้สามารถตัดสินใจอะไรได้ด้วยความยุติธรรมมากขึ้น ใช้เหตุและผลในการตัดสินใจได้ดีขึ้น
  4. ช่วยให้ชีวิตมีความสุข เมื่อเรามีหลักจิตวิทยาที่ดีในการดำเนินชีวิตเราก็จะรับรู้ได้ว่าสิ่งใดเป็นสิ่งที่ควรทำ สิ่งใดเป็นสิ่งที่ควรหลีกเลี่ยง รวมไปถึงรู้วิธีในการค้นหาความสุขที่แท้จริงให้กับชีวิตว่ามันคือสิ่งใดกันแน่

เช้าใจโลกและสังคมมากขึ้น จริงๆ แล้วคนเราในทุกวันนี้มีคนป่วยเกี่ยวกับจิตมากขึ้นทุกวันเพียงแต่ไม่ได้มีใครแสดงอาการออกมาก็เท่านั้น หากเรารู้และเข้าใจในหลักจิตวิทยาที่ดีมันก็จะทำให้เราเข้าใจโลก เข้าใจสังคม เรียนรู้กับทุกสิ่งที่เกิดขึ้นได้เป็นอย่างดี แน่นอนว่ามันย่อมส่งผลดีกับตัวเราในเรื่องของการใช้ชีวิตอย่างแน่นอน

การใช้จิตวิทยาในการรักษาโรคร้าย

โรคร้ายแค่ฟังดูจากคำพูดมันก็คงเป็นสิ่งที่ไม่มีใครอยากพบเจอกันอย่างแน่นอน มันแสดงให้เห็นถึงความไม่ปกติของร่างกาย ซึงเมื่อร่างกายของเรามีภาวะไม่ปกติมันย่อมส่งผลมาถึงสภาพจิตใจที่ปกติคนทั่วไปเวลาป่วยเป็นโรคร้ายต่างๆ ก็มักจะทำให้มีภาวะจิตที่ย่ำแย่ตามไปด้วย เมื่อสภาพร่างกายและจิตใจมันย่ำแย่คู่กันไปหมดโรคที่อยู่ในร่างกายของเรามันก็จะค่อยๆ ทำลายร่างกายของเราไปเรื่อยๆ จนในที่สุดก็ไม่มีทางที่จะรักษาให้หายได้

เรื่องของสภาวะจิตใจกับการใช้จิตวิทยาในการรักษาโรคร้าย

ปกติแล้ววิธีที่ใช้ในการรักษาโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ โดยทั่วไปก็จะเป็นในเรื่องของการใช้ยาไม่ว่าจะเป็นยากิน ยาทา ยาฉีด การผ่าตัด การใช้สมุนไพร และวิธีการอื่นๆ อีกมากมาย สิ่งเหล่านี้เป็นวิธีการเบื้องต้นที่จะช่วยในการบรรเทารักษาอาการป่วยของคนไข้ในการเป็นโรคต่างๆ ได้ ถ้าหากว่าเป็นโรคที่ไม่ได้มีความร้ายแรงอะไรจิตใจของผู้ป่วยเองก็จะเป็นปกติเมื่อทำการรักษาก็คือรอผลให้ยาทำปฏิกิริยาจากนั้นก็รอเวลาให้หายขาดไปเท่านั้นเอง แต่สำหรับผู้ป่วยที่เป็นโรคร้ายหรือผู้ป่วยที่เป็นโรคใดโรคหนึ่งที่ไม่สามารถรักษาได้อย่างหายขาด การใช้ยามันก็เป็นเพียงแค่วิธีในการบรรเทาในระดับหนึ่งที่ไม่ได้ช่วยให้การรักษาเป็นผลดีอย่างที่ควรจะเป็นมากนัก และเมื่อผู้ป่วยเริ่มรู้ตัวเองว่าเป็นโรคร้ายไม่ว่าจะเป็นโรคอะไรก็ตามปัญหาที่ตามมาอย่างที่กล่าวเอาไว้ก็คือเรื่องของสภาพจิตใจที่จะย่ำแย่ตามไปด้วยอย่างเห็นได้ชัด ความเครียด คิดมาก อาการซึมเศร้า นอนไม่หลับ สิ่งเหล่านี้จะโผล่เข้ามาในจิตใจของผู้ป่วยทันที มันยิ่งทำให้อาการป่วยย่ำแย่ลงกว่าที่เคยอีกด้วย เมื่อเป็นเช่นนี้การนำเอาการรักษาทางด้านจิตวิทยาเข้ามาช่วยจึงเป็นเรื่องสำคัญที่จะทำให้ผู้ป่วยมีอาการดีขึ้นมากกว่าเดิม

หลายคนคงอาจสงสัยว่าการนำเอาหลักของจิตวิทยาเข้ามาช่วยเหลือจะทำให้ผู้ป่วยหายจากโรคร้ายได้จริงหรือไม่ ตามหลักความเป็นจริงมันคงไม่ได้สามารถทำให้หายขาดได้แบบ 100% เต็ม แต่สิ่งที่หลักจิตวิทยาสามารถช่วยได้ก็คือเมื่อผู้ป่วยมีความรู้สึกทางจิตใจที่ดีขึ้น เขาก็จะรู้สึกว่าโรคร้ายต่างๆ ที่เขาเป็นอยู่มันไม่ได้เลวร้ายอย่างที่คิด เมื่อเขาคิดได้แบบนี้มันก็จะทำให้รู้สึกว่าเขาพร้อมที่จะต่อสู้กับความเลวร้ายของโรคต่างๆ ต่อไป เมื่อคนเรามีกำลังใจมันก็ดีมากเกินกว่ายาชนิดใดที่จะเข้ามาช่วยรักษาได้ ซึ่งผลจากการใช้จิตวิทยามันช่วยได้เยอะจริงๆ

ลักษณะของนักจิตวิทยา อาชีพที่หลายๆคนใฝ่ฝัน

เชื่อว่ามีเด็กๆม.ปลายหลายๆคนที่กำลังจะจบการศึกษาในระดับมัธยมปลายสนใจในอาชีพจิตแพทย์ ซึ่งอาชีพนี้ถือเป็น 1 ในอาชีพยอดฮิตที่เด็กๆ ตั้งใจจะสอบเข้ามาเรียนในระดับอุดมศึกษา เพราะนอกจากจะได้ช่วยเหลือผู้ป่วยแล้ว อาชีพนี้ยังมีรายได้ที่ค่อนข้างสูง แต่อย่างไรก็ตามนอกจากการเตรียมตัวอ่านหนังสือเพื่อสอบเข้ามหาวิทยาลัยไปเรียนยังสาขาที่ชอบแล้ว รู้หรือไม่ว่าคุณสมบัติหรือลักษณะของนักจิตวิทยานั้นเป็นอย่างไร ในบทความนี้จึงได้ยกตัวอย่างลักษณะของนักจิตวิทยาแบบคร่าวๆ มาให้ทุกๆ ท่านที่กำลังอ่านได้ทราบกัน
คุณสมบัติของนักจิตวิทยา
1.    สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีคณะสังคมศาสตร์, คณะมนุษยศาสตร์ในประเภทสาขาการศึกษาจิตวิทยา
2.    มีความเมตตา มีใจรักที่จะช่วยเหลือผู้ป่วย
3.    ต้องเป็นคนที่มีคุณธรรม จริยธรรม รู้จัดอดทนอดกลั้น
4.    สุขภาพร่างกายแข็งแรง มีบุคลิกที่ร่าเริงแจ่มใส เข้ากับผู้อื่นได้ง่าย
5.    วิเคราะห์ปัญหาได้ดี ไม่มีความลำเอียงและที่สำคัญต้องสามารถที่จะเก็บความลับของผู้ป่วยไว้เป็นอย่างดี หรือตอบที่ผู้ป่วยตกลงไว้
6.    มีความสนใจพฤติกรรมของมนุษย์ สังคม รวมไปถึงสิ่งแวดล้อรอบๆตัว
7.    มีความพยายามที่จะไขว่คว้าหาความรู้ใหม่ๆ อยู่เสมอ
8.    เป็นคนมีเหตุผล ตัดสินใจได้อย่างรอบคอบ สามารถที่จะควบคุมอารมณ์ของตนเองได้เป็นอย่างดี


นักจิตวิทยา มีนิยามของอาชีพว่า เป็นอาชีพที่ต้องวิจัยและศึกษากระบวนการทางจิตใจและพฤติกรรมของมนุษย์ วินิจฉัยพร้อมทั้งให้การบำบัดรักษาหรือป้องกันความผิดปกติ/ความแปรปรวนทางจิต นอกจากเป็นผู้รักษาแล้ว ยังต้องเป็นที่ปรึกษาทางจิตวิทยาคอยให้คำแนะนำ เผยแพร่ความรู้ และอีกมากมายเกี่ยวกับผู้ที่ปัญหาทางสุขภาพจิต ปัจจุบันนักจิตวิทยา สามารถแบ่งได้ตามประเภทของสาขาที่สำเร็จการศึกษามาดังนี้
Educational Psychology (จิตวิทยาการศึกษา) เป็นศาสตร์หนึ่งทางด้านพฤติกรรมศาสตร์ ที่ทำหน้าที่ในด้านของการนำหลักการทางด้านจิตวิทยามาศึกษา แล้วสร้างหลักการทางจิตวิทยาขึ้นมาใหม่อย่างเป็นระบบ พูดง่ายๆก็คือ สาขานี้จะเป็นสาขาที่คอยคิดค้นทฤษฏีทางจิตวิทยาขึ้นใหม่ๆ มาเพื่อใช้ประโยชน์ในด้านจิตวิทยา
Developmental  Psychology (สาขาวิทยาพัฒนาการ) สาขานี้จะศึกษาเกี่ยวกับพฤติกรรมของมนุษย์ที่มีความเกี่ยวเนื่องกับจิตใจของมนุษย์อย่างละเอียด เพื่อใช้ข้อมูลที่ได้ในการรักษา บำบัด หรือให้คำปรึกษากับผู้ที่มีปัญหาทางจิตใจ
Social Psychology (สาขาจิตวิทยาสังคม) สาขานี้จะศึกษาพฤติกรรมของมนุษย์ในสังคม ว่ามีการตอบสนอง การรับรู้ ระหว่างบุคคลอย่างไร รวมไปถึงการศึกษาอิทธิพลของบุคคลที่มีต่อผู้อื่นด้วย
Counseling  Psychology (สาขาจิตวิทยาการปรึกษา) สาขานี้จะช่วยให้คนที่มีปัญหาได้รู้จักและเข้าใจตนเองมากขึ้น รู้จักเลือกและตัดสินใจเรื่องต่างๆได้ ทำให้คนที่มีปัญหาได้ใช้ชีวิตในสังคมได้อย่างมีความสุข
Industrial  Psychology (สาขาจิตวิทยาอุตสาหกรรม) สาขานี้จะใช้ความรู้ด้านจิตวิทยา ในการคัดเลือกบุคคลเข้าทำงาน ซึ่งเราจะเขียนนักจิตวิทยาเหล่านี้เมื่อเราเข้าสมัครงาน คนที่สัมภาษณ์เราเหล่านี้ คือนักจิตวิทยาที่จบจากสาขานี้
Clinical Psychology (สาขาจิตวิทยาคลินิก) สาขานี้จะเป็นสาขาที่ใช้ความรู้ทางจิตวิทยา มาหาสาเหตุ หาที่มาที่ไปของปัญหาสุขภาพจิตของแต่ละคน แล้วทำการบำบัดรักษา ผู้ป่วยที่มีความผิดปกติ