หน้าที่สำคัญที่สุดสำหรับนักจิตวิทยา และปัจจัยที่ควรรู้

Psychologistgirl

ในปัจจุบันนี้เรื่องของการศึกษา และรักษาทางจิตเวช หรือนักจิตวิทยา นั้นก็ได้เป็นที่ยอมรับ มีการวิจัยมากขึ้นมากกว่าแต่ก่อนเป็นอย่างมาก ตลอดเวลาที่ผ่านมาพบว่า โรคทางจิตเวชหรือมีผู้ที่ต้องการคำแนะนำ หรือคำปรึกษากันมากขึ้น ซึ่งต้องยอมรับว่ามีผู้ป่วยที่มีปัญหาทางด้านจิตใจเป็นจำนวนมากขึ้น  ด้วยเหตุผลนี้เองก็ทำให้สายอาชีพเกี่ยวกับการดำเนินการทางด้านจิตวิทยา หรือนักจิตวิทยา ก็ทำให้มีคนสนใจมากขึ้น อย่างไรก็ดีก็ยังมีอยู่จำนวนไม่น้อยที่ยังมีความเข้าใจผิดเกี่ยวกับอาชีพนี้กันอยู่ ซึ่งในบทความนี้เราก็จะพาทุกท่านมาเรียนรู้กันถึงเรื่องราวของนักจิตวิทยาที่ควรรู้กันว่า กว่าจะเป็นนักจิตวิทยาที่เรารู้จักกันอย่างทุกวันนี้มีหน้าที่อะไรบ้างมีปัจจัยใดที่ควรรู้ หากถ้าพร้อมแล้วเราก็มาเรียนรู้เรื่องราวของนักจิตวิทยาไปพร้อมกันเลย

ก่อนอื่นเราต้องมาทำความรู้จักกับ นักวิทยากันก่อน นักจิตวิทยาก็คืออาชีพหนึ่งที่หยิบยกเอาศาสตร์ของการศึกษากระบวนการทางจิตใจ และพฤติกรรมของมนุษย์ มาวิเคราะห์วินิจฉัยถึงความผิดปกติที่แสดงออกมาจากภายใต้ความคิด และจิตใจ และความแปรปรวนต่าง ๆ ที่จะส่งผลต่อพฤติกรรมที่เกิดขึ้น เพื่อสามารถให้คำแนะนำกับคำปรึกษาเพื่อหาแนวทางให้การรักษาต่อไป ซึ่งนั่นก็เป็นหน้าที่เบื้องต้นที่นักจิตวิทยาใช้ในการประกอบอาชีพนี้ และการจะเป็นนักจิตวิทยาที่ดีก็จำเป็นที่จะต้องควรรู้เรื่องทักษะที่สำคัญของการเป็นนักจิตวิทยา ด้วยการมี 4 ทักษะด้วยกัน คือ

  • การเข้าใจผู้อื่น (Empathy)
  • การเป็นผู้ฟังที่ดี (Active Listening)
  • การมีความรู้ความเข้าใจในเรื่องความรู้ด้านจิตวิทยาอย่างลึกซึ้ง (Psychological savvy)
  • การเป็นคนที่ใจกว้าง ปรารถนาดีต่อผู้อื่นอยู่เสมอ (Kindness)

ซึ่งทักษะที่กล่าวมาทั้งหมดก็เป็นทักษะที่จำเป็น เพราะหากขาดทักษะที่กล่าวมาข้อใดข้อหนึ่งไปแล้วล่ะก็จะไม่สามารถเป็นนักจิตวิทยาที่ดีได้อย่างสมบูรณ์นั่นเอง เพราะการเป็นนักจิตวิทยาไม่เพียงแต่โดดเด่นหรือเก่งในเรื่องของทฤษฎีเท่านั้น แต่ทักษะในการรับฟัง และเข้าใจในเรื่องราวที่แตกต่างออกไปจากกลุ่มคนที่มีความคิดอ่านปกตินั้นก็เป็นเรื่องสำคัญ ให้ผู้ป่วยที่เข้ามาปรึกษาเราไม่รู้สึกว่าการเข้ามาคุยกับนักจิตวิทยาเป็นเรื่องที่น่าอึดอัดหรือเป็นเรื่องที่อึดอัด และสิ่งนี้เองก็เป็นอีกอาชีพหนึ่งที่ต้องอาศัยความท้าทายต้องเปิดใจให้กว้างเลยทีเดียว

แน่นอนว่าใครที่สนใจจะทำอาชีพนี้ล่ะก็ต้องเปิดใจทำงานด้วยความทุ่มเทประหนึ่งว่าคนที่เข้ามาข้อรับคำปรึกษาจากเราเป็นเสมือนคนหนึ่งในครอบครัวของเรา เพื่อที่จะทำให้อัตราการป่วยจากโรคทางจิตเวชนั้นลดลงไปได้ในที่สุด